ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ


ลิ้งค์น่าสนใจ
ชมภาพยนตร์ออนไลน์
พระอภัยมณี ๑ ปฐมบทจินตนาการ
พระอภัยมณี ๒ ลักพาพระอภัยมณี
พระอภัยมณี ๓ กำเนิดสินสมุทร
พระอภัยมณี ๔ เข้าเมืองรมจักร์
พระอภัยมณี ๕ ศึกท้าวอุเทน
พระอภัยมณี ๖ หนีนางผีเสื้อ ๑
พระอภัยมณี ๗ หนีนางผีเสื้อ ๒
พระอภัยมณี ๘ หนีนางผีเสื้อ ๓
พระอภัยมณี ๙ หนีนางผีเสื้อ ๔
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๑
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๒
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๓
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๔
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๕
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๖
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๗
พระอภัยมณี สุดสาคร ๐๙
พระอภัยมณี สุดสาคร ๑๐
พระอภัยมณี สุดสาคร ๑๑
พระอภัยมณี สุดสาคร ๑๒
พระอภัยมณี สุดสาคร ๑๓ (จบ)
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๑
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๒
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๓
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๔
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๕
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๖
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๗
ราโชมอน ภาพยนตร์ญี่ปุ่น ๘ (จบ)
การ์ตูนรามเกียรติ์ ๑
การ์ตูนรามเกียรติ์ ๒
การ์ตูนรามเกียรติ์ ๓
หนังสืออีเลกทรอนิกส์
คณิตคิดสนุก เล่ม ๑
คณิตคิดสนุก เล่ม ๒
คณิตคิดสนุก เล่ม ๓
คณิตคิดสนุก เล่ม ๔
คณิตคิดสนุก เล่ม ๕
คณิตประถมศึกษา
คณิตมัธยมศึกษาตอนต้น
ภาษาไทยประถมศึกษา
ภาษาไทยประถม(นกกางเขน)
ภาษาไทยประถม(สังข์ทอง)
ภาษาไทยมํธยม(พระอภยมณี)
วิทยาศาสตร์ประถมศึกษา
วิทยาศาสตร์มัธยมศึกษา
สุขศึกษาและพละ(ประถม)
แบบสำรวจความคิดเห็น
ท่านต้องการให้ทางโรงเรียนพัฒนาด้านใดมากที่สุด
อาคารเรียน อาคารประกอบ
สภาพภูมิทัศน์ภายในโรงเรียน
ระเบียบวินัยของนักเรียน
คุณภาพของครู
การเอาใจใส่ต่อนักเรียน
คุณภาพของนักเรียน
ดูผลโหวด
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 30/04/2011
ปรับปรุง 04/07/2017
สถิติผู้เข้าชม 1729343
Page Views 2110021
โรงเรียนในสังกัด

ดูโรงเรียนวัดนาวงในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

ตำนานถ้ำเขาสาย
ตำนานถ้ำเขาสาย
ที่มาของชื่อภูเขาสาย
          ภูเขาสาย เป็นภูเขาลูกหนึ่ง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง มีประวัติเล่าว่าในเวลาที่สร้างพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวบ้านแถบหัวเมืองภาคใต้ ได้นำแก้วแหวนเงินทอง ตลอดจนของมีค่าเพื่อไปช่วยสร้างพระบรมธาตุ แต่เมื่อมาถึงตำบลบางดี พระบรมธาตุได้สร้างเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถึงไปก็สายเสียแล้ว จึงนำของมีค่าเหล่านั้นไปไว้ในถ้ำ และให้ชื่อ "ภูเขาสาย" แต่นั้นมา

ความเป็นมาของภูเขาสาย
          ภูเขาสายตั้งอยู่ไปทางทิศตะวันตกของวัดหูแกง และไม่ห่างจากคลองท่าประดู่(แม่น้ำตรัง)มากนัก เป็นภูเขาที่เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญมาแต่โบราณ เนื่องจากภายในถ้ำได้พบพระพิมพ์ดินดิบสมัยศรีวิชัย( ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ - ๑๓ และ ๑๔ - ๑๕) เป็นจำนวนมาก มีถ้ำทั้งด้านตะวันตกและด้านตะวันออกหลังเขา ปากถ้ำเล็กแต่เข้าไปลึก โดยเฉพาะถ้ำทางด้านทิศตะวันตก เข้าไปภายในกว้างประมาณ ๑ ไร่ ภูเขาสายกับภูเขาขาดอยู่ใกล้ติดต่อกัน ชาวบ้านเล่าว่าสมัยก่อนมีพระพิมพ์ดินดิยมาก ขนาดเอามือไปหักทั้งหมดพอรุ่งขึ้นกลับไปดู จะเห็นเป็นพระพิมพ์กลับไปอยู่ในสภาพเดิมอีก และเล่ากันว่า ในเวลากลางคืน วันดี คืนดี จะได้ยินเหมือนคนตำครกอยู่ในถ้ำภูเขาสาย เสียงตำครกนั้นเชื่อกันว่าตำดินปั้นพระพิมพ์ ดังนั้นใครไปหักหรือทำลายทิ้งก็ไม่หมด ฉะนั้นชาวบ้านมีความเชื่อกันว่าผีเป็นผู้ทำ จึงเรียกพระพิมพ์ดินดิบถ้ำภูเขาสายว่า "พระผีทำ" ซึ่งมีทั้งหมด ๔ - ๕ พิมพ์ โดยมากเป็นรูปพระโพธิสัตว์ คือ มีรูปลักษณะ ๑.รูปคล้ายใบโพธิ์ ๒.รูปกลม ๓.รูปคล้ายหยดน้ำ ๔. รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อดินสีเทานวลและสีแดงคล้ายดินคลอง

          ทางด้านหน้าภูเขาสายจะเป็นหนองน้ำพรุจูดซึ่งเป็นสระน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ จึงสันนิษฐานได้ว่าในยุคโบราณน้ำทะเลคงจะขึ้นมาสูงถึงตำบลบางดี ตำบลเขากอบ และตำบลนาวง จึงเรียกสถานที่นั้นว่าพรุจูด นอกจากนี้ยังมีป่าพรุ ต้นจูด ต้นเสม็ด และพืชพรรณน้ำกร่อยยังขึ้นอยู่ในบริเวณนี้ ซึ่งปัจจุบันพรุจูดได้รับการพัฒนาให้สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้(น่าเสียดายที่เสียสภาพเดิมไป น่าจะเป็นแหล่งศึกษาของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี)
จากการสำรวจถ้ำภูเขาสายพบว่าพบถ้ำหลักอยู่ ๒ ถ้ำ ด้วยกัน คือ ถ้ำเล็กและถ้ำใหญ่ โดยเฉพาะในถ้ำใหญ่ภายในมีพื้นที่กว้างมาก มีหินงอก หินย้อยลักษณะต่างๆกัน จึงมีผู้ตั้งชื่อตามลักษณะที่พบเห็น ดังนี้
- ถ้ำพระ
- ถ้ำเทพนิมิตร
- ถ้ำเหล็กไหล
- ถ้ำพระผีทำ
- ถ้ำเทพปักษา

ตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับภูเขาสาย
           จากบุคคลในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ที่ได้สัมผัสกับภูเขาสายโดยตรง
          นายฮก พรหมประเสริฐ(ปัจจุบันอาย ๘๖ ปี นับเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑) อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ ๓ ตำบลบางดีอำเภอห้วยยอดจังหวัดตรัง ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๔๖ หมู่ที่ ๓ ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เดิมอาศัยอยู่ที่บ้านคลองยา ซึ่งตั้งใกล้กับภูเขาสายมากที่สุด ประมาณ ๕๐๐ เมตร ขณะเมื่ออายุประมาณ ๔๐ ปีเศษ ในราวพ.ศ.๒๕๐๔ ได้เคยขึ้นไปเที่ยวที่ภูเขาสาย พบพระพิมพ์ดินดิบมากมายบนพื้นถ้ำ แต่ไม่สนใจเพราะคนในหมู่บ้านเล่าต่อๆกันมาว่าถึงเก็บมาไว้ที่บ้านพระพิมพ์เหล่านั้นก็จะกลับไปอยู่ที่ถ้ำเหมือนเดิม และคิดว่าไม่รู้จะนำพระพิมพ์เหล่านั้นมาทำประโยชน์อะไรและเมื่อถูกน้ำจะละลายเป็นดินหมด แต่ที่แปลกก็คือ จะไม่มีใครเคยพบเห็นผู้ที่ทำพระพิมพ์เหล่านั้นเลย แต่เคยได้ยินเสียงพูดคุยกันในถ้ำ และเสียงสากกระเบือตำกับครกเท่านั้น เมื่อเข้าไปดูในถ้ำก็ไม่พบเห็นผู้ใดเห็นแต่เพียงสากกระเบือทองคำตั้งอยู่ ตาฮกเล่าต่อไปว่าพระพิมพ์ที่ตนเห็นบางรูปยังเปียกๆอยู่ เห็นลายนิ้วมือติดอยู่ก็มีพระพิมพ์บางรูปเป็นลายเสื่อเหมือนกับจะใช้เสื่อปู่ก่อนพิมพ์พระลงไป และมีตัวหนังสือติดอยู่แต่อ่านไม่ออก พระพิมพ์ที่ตาฮกเห็นจะเป็นรูปพระสี่กร รูปนางสีดา รูปผู้ชายแก้ผ้า และอีกรูปตนจำลักษณะไม่ได้แล้ว ส่วนดินที่นำมาพิมพ์พระก็ได้มากจากดินหนองหว้า ซึ่งเป็นเป็นดินเหนียวริมหนองสีดอกบวบ ซึ่งตนเคยสังเกตเห็นรอยนิ้วมือแกะดินเอาไป ชาวบ้านจึงพากันสันนิษฐานว่าผู้ที่ทำพระพิมพ์น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน นั่นก็คือผี แต่ไม่มีใครเคยเห็นตัว
          ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๒๓ ตาฮกเล่าให้ฟังว่ามีพระภิกษุมาจากเมืองตรังได้มานำพระพิมพ์เหล่านั้นไปได้สองคันรถบรรทุก แต่ก่อนหน้านี้คณะจากกรมศิลปากร กรุงเทพฯ ได้มานำพระพิมพ์และสาดกระเบือทองคำไปแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีใครได้ยินเสียงตำครกอีกเลย
อาจารย์สมบูรณ์ พรหมประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดนาวงได้เล่าเสริมว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๕ - ๒๕๐๖ ซึ่งตนยังเป็นเด็กอยู่ ได้ขึ้นไปเที่ยวกับพระสงฆ์รูปหนึ่งชื่อท่าเดช ท่านเป็นคนเชื้อสายจีน มาจากอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าจาดตาฮกจึงอยากขึ้นไปดู ขณะที่ท่านเดชเข้าไปในถ้ำ ตนและเพื่อนๆไม่ได้เข้าไปด้วยจึงได้ขุดพบพระพุทธรูปแต่ปรักหักพังหมดแล้ว ท่านเดชได้เข้าไปในถ้ำนานประมาณ ๒ - ๓ ชั่วโมงก็กลับออกมา และได้เล่าให้พวกตนฟังว่าได้พบคนธรรพ์ในถ้ำตนหนึ่ง และได้บอกกับท่านเดชว่าพวกตนเป็นคนทำพระพิมพ์เหล่านั้นเอง แต่ต่อไปจะไม่ทำแล้วเพราะมีคนมารบกวนมากพวกตนจะย้ายไปอยู่ที่อื่น ๒.นายเปรก เกื้อเมฆ ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๔๗ หมู่ที่ ๓ ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ในอดีตเคยอาศัยอยู่ที่บ้านคลองยาใกล้ๆกับบ้านของตาฮก เล่าให้ฟังว่าเมื่อตนตนอายุได้ ๒๐ ปี ได้ไปเที่ยวเล่นบนภูเขาสายและทดลองเดินรอบภูเขา ต้องใช้เวลาเดินถึง ๒ วัน ทั้งๆที่ปัจจุบันวัดรอบภูเขาได้ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตร เคยพระพิมพ์ดินดิบ เป็นรูพระพุทธและรูปพระอิศวร และ ๒๐ ปีต่อมาหลานชายของตนได้ไปขุดพบพระดินดิบ ซึ่งได้แตกหักไปซีกหนึ่งแล้ว ปัจจุบันตนยังเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานได้ดู

          นายสมปอง ทองประดับ ปัจจุบันอายุ ๖๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๘/๑ หมู่ที่ ๔ ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เล่าว่า ขณะเมื่อตนอายุได้ ๑๓ ปี ได้นำฝูงควายไปเลี้ยงพร้อมกับเพื่อนๆอีก ๕ คน ที่บริเวณใกล้ภูเขาสาย ด้วยความซุกซนและอยากรู้อยากเห็นตามประสาวัยเด็ก จึงใช้ไม้พาดขึ้นไปทางเข้าสู่ปากถ้ำ ก็พบพระพิมพ์ดินดิบวางเรียงเอาไว้มีทั้งรูปเล็ก รูปใหญ่สวยงามมาก แต่ที่สวยงามมากที่สุดก็คือแบบที่คนถือดอกไม้ ตนยังจำได้ว่าปากทางเข้าถ้ำมีตัวกงนั่งเฝ้าอยู่หนึ่งตัว หากพวกตนจะเข้าถ้ำต้องกระโดดข้ามไปเพราะความกลัว และเพราะความซุกซนของตนได้เข้าไปหักคอรูปพระพิมพ์ดินดิบ แล้วไปแอบดูว่ามีใครมาทำใหม่หรือไม่แต่ไม่ปรากฏว่าเห็นว่ามีผู้ใดออกมา แต่เมื่อออกจากถ้ำมาและกลับเข้าไปใหม่ พระพิมพ์ดินดิบเหล่านั้นก็กลับอญุ่ในสภาพเดิม ทำให้พวกตนสนใจและได้เก็บพระพิมพ์ดินดิบ ประมาณ ๓๐ - ๔๐ รูปใส่ผ้าขาวม้านำกลับบ้าน ถึงแม้เคยได้ยินผูใหญ่พูดกันว่าพระพิมพ์เหล่านั้นจะไม่อยู่กับใคร ดังนั้น เมื่อนำกลับมาถึงบ้านจึงได้นำปูนขาวที่ใช้กินกับหมากทำเครื่องหมายไว้ วันรุ่งขึ้นก็พบว่าพระพิมพ์ดินดิบเหล่านั้นหายไปหมด ตนจึงกลับไปดูที่ถ้ำ ก็ปรากฏว่าพระพิมพ์ดินดิบที่ตนทำเครื่องหมายไว้กลับไปอยู่ที่ถ้ำเหมือนเดิม ตนนำพระพิมพ์เหล่านั้นกลับบ้านถึง ๗ ครั้งก็ไม่ได้ผลพระพิมพ์จะกลับไปอยู่ที่เดิมทุกครั้ง จนครั้งสุดท้ายจึงอธิษฐานขอพระไว้ป้องกันตัวจึงได้ไว้ ๑ องค์ แต่ต่อมาตนก็ได้มอบให้พี่ชาย แต่พี่ชายเสียชีวิตแล้วจึงไม่ทราบว่าพระองค์นั้นจะยังคงมีอยู่หรือไม

          ข้อความตอนหนึ่งที่สมเด็จบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ บันทึกไว้ในหนังสือ "จดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู ร.ศ.๑๒๑" (ตรงกับพ.ศ. ๒๔๔๕) ซึ่งเกี่ยวข้องกับถ้ำเขาสายดังนี้
          ความว่า "...เวลา ๓.๑๐ กินเข้าแล้วลงเรือขึ้นทางเหนือน้ำ พระยารัษฎาไม่ไปด้วย เพราะเจ็บตีนอักเสบ ลำน้ำไม่สู้กว้างแลตื้นพอใช้ถ่อสบาย ตลิ่งสูงประมาณ ๓ วา สองข้างตลิ่งเป็นต้นไม้ใหญ่โดยมาก เวลาบ่าย ๓.๓๐ ถึงท่าจอดเรือขึ้นเดินไปอีก ๑๗ เส้น ถึงเขาสาย ปากถ้ำสูงกว่าพื้นดินสัก ๘ วา เปนผาชัน เขาต้องทำบันใดให้ขึ้นสองชั้น ในถ้ำพื้นลึกลงไป ถามผู้ใหญ่ผู้นำทางว่าพิมพ์พระอยู่ที่ไหน เขานำไปที่ซอกหิน หยิบขึ้นมาให้เป็นองค์ๆ วางอยู่บนหินเฉยๆ แห้งดีไม่มีชื้น หาได้ถมซับซ้อนจนต้องขุดเช่นวัดหารไม่ น่ากลัวจะเปนของเก็บไว้เอาวางรับเสด็จ ถามเขาว่าที่อื่นมีอีกฤาไม่ เขาบอกมีชี้ไปที่ช่องถ้ำสูงๆ พวกเราขึ้นเที่ยวหาได้มาบ้าง แห้งแตกบ้าง ชื้นเปียกบ้าง เขาว่า พวกจีนขุดขี้ค้างคาวได้ขึ้นมาเอาขึ้นไว้ตามซอกหิน รวมเทวรูปที่ได้ ๖ ชนิด คือ ๑. รูปพระโพธิสัตว์สี่กรนั่งขัดสมาธิ ๒. รูปอย่างเดียวกันแต่ขนาดย่อม ๓. รูปพระโพธิสัตว์สองกรนั่งห้อย ๔. รูปพระโพธิสัตว์สองกรยืน ๕. รูปพระพุทธเจ้านั่งขัดสมาธิ ๖. รูปอย่างเดีนวกันแต่องคฺเล็ก ยังมีอีกที่ไม่รู้ว่าอะไร เปนที่เม็ดยอดอะไรก็มี มีลายและชิ้นอะไรแตกๆ มีตราหนังสือ แลมีขอบไม่ซ้ำกับรูปที่ได้ชัดเจนนั้นก็มี แต่ว่าไม่ได้ว่าอะไร เมื่อกำลังหาพอจะเลิกฝนตกกลับไม่ได้เลยหากันต่อไป เมื่อเห็นที่นี่แล้ว ทำให้ความเห็นซึ่งคิดที่ถ้ำวัดหารนั้นละลายไป ด้วยว่าถ้ำเขาสายนี้อยู่ลับสูงขึ้นยากไม่ควรเป็นที่พักเก็บรูปพระ แลรูปพระที่เก็บมาได้ก็ไม่เหมือนกัน ในถ้ำเดียวดินขาวก็มี แดงก็มี ไม่ใช่ทำที่ตำบลนั้นทุกอัน จึงมีความเห็นเปลี่ยนแปลงไป ว่าเปนที่ซ่อนเสียดอกกระมัง เดิมเมืองนี้จะถือศาสนาพุทธฤาพราหมณ์อะไรก็ตามที่ แล้วจะมีแขกศาสนามหมัดมาปกครอง ทำลายศาสนาเก่า ล้างปูชนียสถานต่างๆ พวกศาสนาเก่าจึงนำรูปพระมาซ่อนไว้ตามถ้ำเหล่านี้ เขาว่าถ้ำข้างหลังเขานี้ก็มีพิมพ์เทวรูปอีก ได้สั่งให้กำนัลเขาไปค้นดูพรุ่งนี้ พอฝนซาเวลาบ่าย ๔.๔๐ กลับจากถ้ำมาลงเรือเวลาบ่าย ๔.๕๒ ล่องกลับมาถึงที่พัก เวลาบ่าย ๕.๑๓ พระยารัษฎาให้ยกโอ่งเก่าที่วัดหูแกงมาให้ดู เปนรูปตุ่งน้ำเรานี่เองแต่ปากแบมีหูอย่างใหกระเทียม ๒ หู มีเม็ดรอบปากแลเปนเม็ดวงจับปิ้งที่หูเคลือบยาดำด่างริ้วแดงอย่างแตง ว่าขุดได้ที่ทะเลสองห้อง ได้ให้มิสเตอร์บิดถ่ายรูปไว้ดูด้วย...."

หมายเหตุ
          คนธรรพ์ที่กล่าวถึงในถ้ำเขาสาย เป็นคนมีลักษณะพิเศษ ตัวเล็ก มักให้โชคลาภแก่ผู้ที่พบเห็น ดังมีนิทานเล่าเกี่ยวกับคนธรรพ์ไว้ดังนี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคนธรรพ์ ซึ่งเป็นเรื่องโบราณว่า วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งได้ขึ้นไปตัดต้นไม้บนเขาไชยสน จังหวัดพัทลุง เพื่อนำไปขายในเมือง ปรากฏว่าชายหนุ่มผู้นั้นเกิดหลงทาง หาทางลงจากเขาไม่ได้ จนกระทั่งใกล้ค่ำ จึงได้พบคนธรรพ์ซึ่งอาศัยอยู่บนเขานั้น คนธรรพ์ได้ชี้แนะทางลงจากเขาให้ แต่ก่อนจากกันคนธรรพ์มอบหัวขมิ้นให้ชายคนนั้นจำนวนมาก ให้ชายหนุ่มใส่ย่ามสะพายลงจากเขา แต่เนื่องจากชายหนุ่มแบกไม้ฟืนซึ่งหนักมากอยู่แล้ว จึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องนำหัวขมิ้นให้หนักเข้าไปอีก จึงทิ้งหัวขมิ้นไว้บนเขานำกลับไปบ้านเพียงเหง้าเดียว เมื่อกลับถึงบ้านก็หยิบหังขมิ้นออกมาดู ปรากฏว่าหัวขมิ้นกลับกลายเป็นทองคำ จึงวิ่งกลับขึ้นไปหาดูที่ทิ้งเอาไว้ก็ไม่พบ จึงต้องกลับบ้านด้วยความผิดหวัง

          พืชสำคัญที่อยู่บนภูเขาสาย คนทีดำเป็นไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่บนภูเขา และมีตำนานเล่ากันมาเกี่ยวกับไม้คนทีดำดังนี้
          กาลครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่ม ๓ คน ขึ้นไปตัดไม้บนเขาไชยสน ได้ตั้งทับ(ที่อยู่ชั่วคราวหรือแคมป์) ชายหนุ่มทั้ง ๒ คนน จะผลัดกันไปตัดต้นไม้ ครั้งละ ๒ คน และอยู่เฝ้าทับคอยหุงหาอาหาร ๑ คน อยู่มาวันหนึ่งชายหนุ่มที่เฝ้าทับได้ใช้ไม้ชนิดหนึ่งคนข้าวที่หุง เป็นเหตุให้ข้าวที่หุงหมอนั้นเป็นสีดำทั้งหม้อ เพราะไม้ที่ใช้คนข้าวเป็นไม้คนทีดำ เมื่อเพื่อน ๒ คน กลับมาถึงเห็นข้าวมีสีดำก็ไม่กล้ารับประทาน เข้าใจว่าเพื่อนอีกคนหนึ่งวางยาพิษพวกตน จึงโกรธและบังคับให้ชายผู้หุงข้าวกินให้หมดหม้อ เขาจึงกินจนหมดหม้อและได้เกิดพละกำลังขึ้นมหาศาล สามารถถอนต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ๆ ได้ ขณะนั้นเมืองว่างเจ้าเมืองลงพอดี และข้าศึกกำลังล้อมเมืองอยู่ด้วย พวกขุนนางและเสนาทั้งหลาย ได้ปรึกษากันแล้วออกประกาศหาคนดีมีฝีมือปราบศึก ถ้าชนะจะยกพระราชธิดาและเมืองให้ชายหนุ่มผู้มีพละกำลังก็รับอาสาปราบข้าศึกด้วยตนเองและ ด้วยพละกำลังมหาศาลก็สามารถรบชนะได้จึงได้อภิเษกกับพระราชธิดาและปกครองบ้านเมืองต่อมา คนทั่วไปเรียกว่า "พระยาแกรก"
          นิทานเรื่องนี้ มีแนวคิดที่เน้นสรรพคุณไม้คนทีดำ และชาวบ้านที่อยู่รอบๆภูเขาสายบอกว่าไม้คนทีดำเป็นไม้ที่หายากมากและในแต่ละปีจะมีคนจากสำนักพระราชวังมารับไม้คนทีดำที่ชาวบ้านหาไว้เพื่อนำไปปรุงเป็นยาสมุนไพร และบนภูเขาสายยังไม้หายากอีกชนิดหนึ่งคือไม้จันแดงกับไม้จันขาวซึ่งเป็นไม้หอมที่หายากอีกด้วย

***จากตำนานและจดหมายเหตุดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าโบราณสถาน(ภูเขาสาย)เคยเป็นแหล่งอารยธรรมที่เฟื่องฟูมาก่อน และมีพระพิมพ์ดินดิบเกิดขึ้นจริงแต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า ใครเป็นผู้สร้าง และสร้างในสมัยใด ทราบแต่ว่าบริเวณนี้ยังเป็นดินแดนอาถรรพน์ ยังความฉงนให้กับคนที่มาพบเห็นตราบจนทุกวันนี้ และเป็นที่ท้าทายให้ผู้คนมาเยือนพิสูจน์ความจริง ***

แหล่งที่มาของข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูล
          ๑.สภาวัฒนธรรมอำเภอห้วยยอด
          ๒.นายฮก พรหมประเสริฐ
          ๓.นายเปรก เกื้อเมฆ
          ๔.นายสมปอง ทองประดับ
          ๕.อาจารย์สมบูรณ์ พรหมประเสริฐ

หนังสืออ้างอิง
นริศรานุวัดติวงศ์,เจ้าพระยา.หนังสือจดหมายระยะทางไปตรวจราชการแหลมมลายู.พิมพ์ครั้งที่ ๓.กรุงเทพฯ: ประยูรวงศ์ ประทุม ชุ่มเพ็งพันธ์.ประวัติอารยธรรม ภาคใต้ แหล่งประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย-กรุงเทพฯ:สุรีธิยาสาส์น.๒๕๔๔,๓๕๖ หน้า